"พลเมืองหาดใหญ่จับมือลุยทำแผนชุมชน 120 เวที ปลุกพลังชุมชนเตรียมรับมือน้ำท่วม"
โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ "หาดใหญ่โมเดลพลัส" โดยศูนย์อาสาสมัคร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมูลนิธิชุมชนสงขลา ปลุกพลังชุมชนด้วยการจับมือกับทีมมูลนิธิอาสาสร้างสุข ทีมงานจากสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยจังหวัดสงขลา ทีมงานจากสภาองค์กรชุมชนตำบลแม่ทอม กลุ่ม Beach for life ม.ทักษิณ สนง.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด มูลนิธิเครือข่ายเมืองภาคใต้เพื่อรับมืิอการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บ.อลิอันซ์อยุธยา เทศบาลนครหาดใหญ่ เทศบาลเมืองควนลัง เทศบาลเมืองคอหงส์ และเทศบาลเมืองคลองแห ทำแผนรับมือภัยพิบัติโดยใช้ชุมชนเป็นฐานในพื้นที่เมืองหาดใหญ่ โดยการสนับสนุนงบประมาณจากสนง.วิจัยแห่งชาติ(วช.) ดำเนินการ 40 ชุมชน 7 กลุ่มชุมชน 4 อปท.
เดินหน้าทำแผนไปแล้วกว่า 30 ชุมชน เป้าหมายให้ได้แผนระดับชุมชนและกลุ่มชุมชนภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้
ทั้งนี้การจัดการความเสี่ยงจากสาธารณภัยโดยชุมชนเป็นฐาน (Community-Based Disaster Risk Management : CBDRM) เป็นแนวทางที่ให้ ประชาชนและชุมชนเป็นศูนย์กลางของการบริหารจัดการภัยพิบัติ โดยชุมชนร่วมกันวิเคราะห์ความเสี่ยง สำรวจศักยภาพ วางแผน เตรียมความพร้อม รับมือ ฟื้นฟู และเรียนรู้จากเหตุการณ์ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
แนวคิดนี้สอดคล้องกับกรอบการดำเนินงานของ UNDRR และกรอบเซนได (Sendai Framework) ที่เน้นให้ชุมชนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การจัดทำแผน การดำเนินงาน การติดตาม และการประเมินผล เพื่อสร้าง "ความเข้มแข็งของชุมชน" (Community Resilience) อย่างยั่งยืน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง CBDRM เปลี่ยนบทบาทของประชาชนจาก "ผู้รอรับความช่วยเหลือ" เป็น "ผู้ร่วมจัดการภัยพิบัติ" โดยหน่วยงานภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนข้อมูล เทคโนโลยี ทรัพยากร และการประสานงาน
#เลือดนักสู้อยู่ในDNAของคนหาดใหญ่
ด้วยการสานพลังภาคีความร่วมมือ ต่อยอดจากฐานทุนประสบการณ์เดิมและความสัมพันธ์ที่มีต่อกันหลังจากร่วมฟื้นฟูเมืองด้วยกันมาตั้งแต่หลังน้ำลด ทั้งภาครัฐ เอกชน วิชาการ ประชาสังคม และองค์กรชุมชน ต่างเชื่อมั่นในเลือดนักสู้ของคนหาดใหญ่ที่อยู่กับภาวะอุทกภัยมายาวนาน ร่วมกันออกแบบ 4 โครงการใหญ่เพื่อตอบสนองปัญหาสำคัญที่พบจากปี 68 ทั้งการทำ Flood Mode เพื่อการพยากรณ์ที่แม่นยำ การทำระบบฐานข้อมูลกลาง One Data เพื่อรองรับการตัดสินใจของศูนย์ EOC การทำ Smart Shelter และการทำแผนกับชุมชนโดยโครงการหาดใหญ่โมเดลพลัส ประสานภาคีเครือข่ายจัดตั้งคณะทำงาน จัดทำคู่มือการดำเนินงาน ร่วมกันวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง เพื่อค้นหากลุ่มเป้าหมายจัดระบบกลุ่มชุมชนที่อยู่ในภูมินิเวศเดียวกัน 7 กลุ่มๆละ 5-10 ชุมชน
ก่อนดำเนินงาน ทีมงานได้เดินสายนัดหมายประธานชุมชนเพื่อสื่อสารความเข้าใจและสอบถามความสมัครใจ พร้อมเดินหน้าจัดประชุมเปิดตัวโครงการชี้แจงแนวทางดำเนินงานกับแกนนำชุมชนและผู้บริหารท้องถิ่น พร้อมนัดหมายจัดประชุมกลุ่มย่อย 120 เวที ชุมชนละ 3 ครั้งๆละ 30 คน โดยชุมชนกำหนดวันเวลา สถานที่ประชุมเอง ให้แล้วเสร็จในเวลาหนึ่งเดือน ทีมงานแบ่งเป็น 4 ชุดลงดำเนินการตามตารางนัดหมาย
การประชุมแต่ละครั้งเริ่มจากเรียนรู้ข้อมูลพื่้นฐานของชุมชน บริบทชุมชน วิเคราะห์เส้นทางน้ำ จุดเสี่ยง พื้นที่ต่ำ ระดับน้ำ ความสูญเสียและบทเรียนการเอาตัวรอด เรียนรู้ระบบน้ำของลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาที่สัมพันธ์กับทะเลสาบสงขลาและอ่าวไทย ลักษณะเฉพาะของเมืองหาดใหญ่ที่เป็นแอ่งกระทะ มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยอย่างไร พร้อมเรียนรู้ระบบการเตือนภัยล่วงหน้าและแนวทางการเตือนภัยที่โครงการได้เตรียมให้กับชุมชนนำไปใช้ พร้อมสำรวจข้อมูลกลุ่มเปราะบางที่ชุมชนจะต้องช่วยเหลือในยามเกิดอุทกภัย นำข้อมูลที่ได้มาคืนให้กับเวที ระดมแนวทางปฏิบัติก่อนเกิดภัย ขณะเกิดภัย หลังเกิดภัย เน้นการเตรียมพร้อมของชุมชนตั้งแต่การพัฒนากลไกจัดตั้งคณะทำงานให้ครอบคลุมพื้นที่ 15-20 คนต่อชุมชน วางแผนอพยพกลุ่มเปราะบางรายคน จัดระบบการสื่อสารผ่านกลุ่มไลน์ชุมชน แต่ละชุมชนจะได้ใช้สื่อสารกับสมาชิกของตน และเปิดกลุ่ม Openchat ที่รองรับได้ 5 พันคน สำหรับคณะทำงาน/จิตอาสา "หาดใหญ่โมเดลพลัส" เพื่อเป็นช่องทางสื่อสารของคณะทำงานกับหน่วยงานและเครือข่าย
พัฒนา QRcode "น้องน้ำ" สำหรับบริการประชาชนสะแกนเข้าถึงข้อมูลการเตือนภัยล่วงหน้า เผยข้อมูลรองรับการใช้งานเฉพาะของกลุ่มชุมชน เห็นธงสี ข้อมูลจากศูนย์อุตุฯ ภาพระดับน้ำในคลองสำคัญผ่านกล้อง cctv ทุกจุดที่วิเคราะห์แล้วว่าสามารถเตือนภัยล่วงหน้าได้
ที่สำคัญ จัดเตรียมเรื่องปัจจัย 4 อาหาร น้ำ ยา และของใช้ส่วนตัวเพื่ออยู่กับน้ำในช่วงเกิดภัยให้ได้ แต่ละบ้านเตรียมถุงยังชีพประจำตัว/ครอบครัว อุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น ไฟฉาย โซลาเซลล์ราคาประหยัด เพาเวอร์แบงค์ 20,000 แอมป์ ใช้เทคโนโลยีใหม่มารับใช้ในยามฉุกเฉินในราคาที่ควักกระเป๋าจ่ายได้ พร้อมอุปกรณ์ช่วยชีวิต เช่น เชือก เสื้อชูชีพ/นกหวีด และเก็บเอกสารสำคัญประจำตัวใส่ถุงกันน้ำ เป็นต้น
#สองคลองควนลัง
โครงการใน 5 ชุมชนนี้ ได้แก่ ชุมชนประสานมิตร ควนสันติ หน้าควน ท่าเคียน และปลักหว้า ทม.ควนลัง มีความพิเศษที่แตกต่างและเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่อื่น โดยร่วมกับกรรมการมัสยิดควนสันติ มหาวิทยาลัยทักษิณ มูลนิธิชุมชนสงขลา มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภา)ยามยาก มูลนิธิ SCG มูลนิธิไทยพีบีเอส สนง.คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ รพ.หาดใหญ่ ร่วมกันช่วยฟื้นฟูชุมชนมาตั้งแต่หลังน้ำลด ที่นี่ได้เก็บข้อมูลเชิงลึกระดับครัวเรือน ร่วมกันระหว่างจิตอาสาในชุมชนกับนักศึกษา ม.ทักษิณ ที่ได้ให้งบสนับสนุนมาอีกทางพร้อมบุคลากร เพื่อวางแผนทำงานระยะยาว
การทำงานเป็นกลุ่มชุมชน มีมาตั้งแต่ธันวาคม 2568 โดยแกนนำชุมชนและทีมงานเครือข่ายนัดพบกันทุกเย็นวันอาทิตย์ต่อเนื่องยาวนานมาถึงปัจจุบัน ทำให้สะสมแกนนำและคณะทำงานได้จำนวนหนึ่ง ประสบการณ์การทำงานที่นี่กลายเป็นพื้นฐานสำคัญในการขยายผลให้กับชุมชนอื่นของโครงการในปัจจุบัน
ที่น่าสนใจก็คือ จากการสำรวจข้อมูล 1,773 ครัวเรือน พบลักษะเฉพาะของชุมชนเมืองหลายประการ เช่น มีเป็นบ้านเช่ามากถึง 533 หลัง และพบว่ามีกลุ่มเปราะบาง จำนวน 767 ครัวเรือน สามารถจำแนกได้ 3 ประเภทได้แก่ กลุ่มแดง ประกอบด้วยคนพิการติดเตียง ผู้ป่วยโรคไตที่ต้องฟอกไต 82 คน กลุ่มเหลือง ประกอบด้วยผู้สูงอายุที่ต้องมีคนดูแล หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยที่กินยาประจำ จำนวน 631 คน โดยเป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่ต้องมีผู้ดูแล 496 คน และกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ เด็กเล็ก 305 คน
ด้านการรับรู้ข้อมูลข่าวสารการเตือนภัยของชุมชน พบว่าได้รับจาก SMS มากที่สุด รองลงมาคือ จากเพื่อนบ้าน ตามมาด้วยจากไลน์และเฟชบุ๊ค ที่น่าตกใจคือ ทีวี.น้อยมาก และวิทยุแทบไม่มีเลย
จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญ โดยเฉพาะการสื่อสารในภาวะวิกฤตที่จำเป็นต้องหาวิธีการให้สอดคล้องกับความเป็นชุมชน
อย่างไรก็ดี การทำแผนรอบนี้ก็ทำให้ได้เรียนรู้และพบบทเรียนสำคัญหลายประการเช่นกัน
#ข้อค้นพบสำคัญ
1.น้ำท่วมใหญ่สองรอบ เป็นเรื่องใหม่สำหรับคนหาดใหญ่
โดยรอบแรก น้ำจากคลองหวะ มาจากนาหม่อมไหลไปยังคลองหวะเข้าจันทร์วิโรจน์-คลองเตย ด้านหนึ่งเข้าย่านเศรษฐกิจและอีกด้านไปท่าเคียนไปเขต 8 รวมกับน้ำจากแก้มลิงคลองเรียนไหลเข้า 30 เมตร ท่วมย่านคลองเรียนและไหลเข้าย่านเศรษฐกิจ ขณะที่อีกฟากของหาดใหญ่น้ำจากคลองวาด คลองต่ำ เข้าท่วมตำบลควนลัง เนื่องจากเป็นน้ำจากคลองสาขาปริมาณไม่มาก ระบบระบายน้ำรับมือได้จึงทำให้น้ำลดลงอย่างรวดเร็ว
และน้ำรอบสอง เป็นมวลน้ำก้อนใหญ่จากคลองอู่ตะเภา ตกตอนกลางคืนไหลเต็มและล้นคลองร.1และเข้าท่วมฝั่งหาดใหญ่ใน/ควนลัง ก่อนไหลเข้าทางบางหักมุ่งหน้าเข้าเขต 8และมุดเข้าเขตเศรษฐกิจ รวมกับน้ำทะเลหนุนมาจากทางคูเต่า
2.ชาวหาดใหญ่ ส่วนใหญ่ไม่ได้เตรียมพร้อมรับมือมหาอุทกภัยใหญ่ ด้วยความชะล่าใจว่ามีระบบระบายน้ำที่ดีรองรับ รวมถึงความเชื่อมั่นต่อการบริหารจัดการน้ำของเทศบาล และไม่คิดว่าจะมีน้ำท่วมใหญ่สองรอบ ที่สำคัญ ไม่คาดคิดว่ามวลน้ำก้อนใหญ่ที่มาจากคลองอู่ตะเภาในการท่วมรอบสอง จะทำให้ทั้งเมืองจมอยู่ในน้ำ โดยพื้นที่ต่ำสุดของเมิืองที่เป็นก้นกะทะอยู่แถวโชคสมาน ความสูงของระดับน้ำประมาณ 5.5-6.5 เมตร โซนหาดใหญ่ใน ความสูงน้ำราว 4-5 เมตร ใกล้เคียงกับโซนเศรษฐกิจ และโซนคลองเรียน ระดับน้ำ 2-3.5 เมตร โซนคลองแห ระดับน้ำ 2.5 เมตร
3.ปริมาณน้ำมหาศาลเกินระบบรองรับ เป็นความปกติใหม่จากภาวะโลกเดือดที่ยังทำใจยอมรับได้ยาก ขณะระบบการเตือนภัยไม่ชัดเจน ช่วงแรกประชาชนรับรู้ข่าวสารผ่าน cell Broadcast แต่ไม่มีรายละเอียด และไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อ ไม่มีการเตือนภัยน้ำรอบสองที่ทันเวลา ระบบไฟฟ้าถูกตัดขาด สัญญาณมือถือล่ม น้ำมากลางคืน และน้ำท่วมแล้ว ประชาชนจำนวนมากออกจากบ้านไม่ได้
4.ช่วยกันเอง บ้านสองชั้น/สามชั้นช่วยบ้านชั้นเดียว เกิดการช่วยเหลือกันเองภายในชุมชน บ้านชั้นเดียวอาศัยบนหลังคาเป็นกลุ่ม เป็นหมู่พวก บางส่วนเรือมารับบางส่วนว่ายน้ำไปยังบ้านสอง-สามชั้นที่อยู่ในซอยเดียวกัน ใช้สายไฟต่างเชือกพยุงกายจากหลังคาขึ้นไปบ้านคนใกล้ๆ วัด/มัสยิดโรงเรียนเป็นฐานที่พึ่งพิงอพยพ เกิด "บ้านพี่เลี้ยง" ธรรมชาติมากมายมหาศาล
5.เมืองหาดใหญ่เมื่อเกิดน้ำท่วมแล้ว น้ำไหลเชี่ยวแรงมาก อันตราย เข้า-ออกได้ยาก การขอความช่วยเหลือขณะน้ำท่วมเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก คนช่วยต้องสันทัดกับการใช้เรือและการกู้ภัย ขณะที่น้ำยังขึ้นไม่สูงมีการช่วยเหลือกันจากฮีโร่ประจำซอยจำนวนมาก พวกเขาปิดทองหลังพระ ช่วยคนเจ็บ คนป่วย ผู้สูงอายุ คนพิการกันเอง
6.ประชากรแฝงส่วนใหญ่อยู่บ้านเช่า บ้านชั้นเดียว/ชั้นครึ่ง กลุ่มเหล่านี้จะอพยพไปยังศูนย์อพยพก่อนคนดั้งเดิม ที่ส่วนใหญ่มีบ้านสองชั้นขึ้นไป ไม่ต้องการอพยพไปโดยไม่จำเป็น ทำให้ติดอยู่ในบ้านจำนวนมาก ความสูญเสียเกิดขึ้นกับผู้ป่วยติดเตียง กลุ่มฟอกไต กลุ่มบ้านชั้นเดียวที่หลังคามุงเมทัลชีท ถูกน้ำพัด หรือมีอุบัติเหตุขณะช่วยเหลือ การทำแผนกับชุมชนพบว่ากลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ บางคนอยู่เพียงลำพัง อยู่กับสัตว์เลี้ยง และมีเด็กเล็กอาศัยอยู่ด้วย อนาคตบ้านสองชั้นเหล่านี้จะมีความเสี่ยงสูงสุดหากระดับน้ำท่วมสูงกว่าปี 68
Relate topics
- ชุมชนตลาดคลองเรียนทำแผนรับมือน้ำท่วมครั้งที่ 1
- ชุมชนประสานมิตรประชุมกลุ่มย่อยทำแผนรับมือน้ำท่วม ครั้งที่ 1
- ชุมชนศาลาลุงทองประชุมกลุ่มย่อยทำแผนรับมือน้ำท่วม ครั้งที่ 1
- ชุมชนท่าเคียน ทม.ควนลัง ประชุมกลุ่มย่อยทำแผนรับมือน้ำท่วม ครั้งที่ 1
- ชุมชนมงคลหรรษาประชุมกลุ่มย่อยทำแผนรับมือน้ำท่วม ครั้งที่ 1
- ชุมชนหน้าสถานีรถไฟ ทน.หาดใหญ่ ประชุมกลุ่มย่อยจัดทำแผนรับมือน้ำท่วม ครั้งที่ 1
- ชุมชนปลักหว้าทำแผนรับมือน้ำท่วมประชุมกลุ่มย่อย ครั้งที่ 1
- ชุมชนสะพานดำ ทม.คลองแห ประชุมกลุ่มย่อยจัดทำแผนรับมือน้ำท่วม ครั้งที่ 1
- ชุมชนปลักธงประชุมกลุ่มย่อยจัดทำแผนรับมือน้ำท่วม ครั้งที่ 1
- ชุมชนป่ายาง ประชุมกลุ่มย่อยครั้งที่ 2 จัดตั้งคณะทำงาน/บ้านพี่เลี้ยงและ SOP
