นายกฯแถลงสรุปทัวร์ลูกน้ำ ทั้งหมด 117 โครงการ งบฯเกือบ 5 พันล้าน เดินหน้าตามหลักคิด กยน. "น้ำต้องมีที่อยู่ ที่ไป"
วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 เวลา 11:33:05 น.
เวลา 09.30 น. วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 55 ที่ศาลากลาง จ.พระนครศรีอยุธยา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงข่าวที่ตรวจติดตามการแก้ปัญหาอุทกภัยพื้นที่ปลายน้ำ (ตอนบน) ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยกองทัพสื่อมวลชนจำนวนมากมาทำข่าว ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปผลการติดตามการแก้ไขปัญหาอุทกภัย และการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ ว่า หลังจากคณะกรรมการ กยน.ได้กำหนดยุทธศาสตร์และแผนแม่บทของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยมีหลักคิดคือน้ำต้องมีที่อยู่ น้ำต้องมีที่ไป ประชาชนต้องได้รับการดูแล พื้นที่ชุมชน เศรษฐกิจสำคัญ ทั้งระดับจังหวัดและระดับประเทศต้องได้รับการป้องกัน พื้นที่เกษตรกรรม-ทุ่งรับน้ำ (แก้มลิง) ที่อยู่นอกพื้นที่ป้องกัน รวมทั้งพื้นที่ที่นำมาใช้ผันน้ำหลาก (Floodway) จะต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม
นายกฯ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ตนเองพร้อมคณะรัฐมนตรี คณะกรรมการ กยน. ลงพื้นที่เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาอุทกภัย และการบริการจัดการน้ำ ตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ระหว่างวัที่ 13-17 กุมภาพันธ์ 2555 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามงานการแก้ไขปัญหาตามแผนงานและโครงการที่ได้รับ อนุมัติงบประมาณรวมทั้งการฟื้นฟู เยียวยา การช่วยเหลือครัวเรือนที่ประสบอุทกภัย รวมถึงเร่งทำความเข้าใจร่วมกับส่วนราชการในพื้นที่ (Area) และส่วนราชการในระดับกระทรวง/กรม (Function) เกี่ยวกับแผนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม และการบริหารจัดการน้ำตามที่ กยน. กำหนดทั้งระยะเร่งด่วน และระยะยั่งยืน ทั้งนี้จะต้องเร่งรับฟังความเห็น และข้อเสนอแนะของประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำไปปรับปรุงและอนุมัติ แผนงานและโครงการเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ (Flagship)
ทั้งนี้ ได้แบ่งการติดตามงานตามแผนแม่บทออกเป็น 4 กลุ่มพื้นที่ รวม 31 จังหวัด ประกอบด้วย
1) พื้นที่ต้นน้ำ ประกอบด้วยพื้นที่ 10 จังหวัด คือ เชีงใหม่ เชียงราย สุโขทัย อุตรดิตถ์ ตาก น่าน แพร่ ลำปาง ลำพูน และพะเยา 2) พื้นที่กลางน้ำตอนบน ประกอบด้วยพื้นที่ 6 จังหวัด คือ พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี พิจิตร กำแพงเพชร และชัยนาท 3) พื้นที่กลางน้ำตอนล่าง ประกอบด้วยพื้นที่ 8 จังหวัด คือ สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปราจีนบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี และนครนายก 4) พื้นที่ปลายน้ำ ประกอบด้วยพื้นที่ 7 จังหวัด คือ นนทบุรี สมุทรสาคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา นครปฐม ปทุมธานี และกรุงเทพมหานคร
โดยพื้นที่ต้นน้ำ ได้กำหนดให้ติดตามงาน และมอบหมายภารกิจให้หน่วยงานปฏิบัติ ประกอบด้วย
1) โครงการพระราชดำริ และการดูแลป่าต้นน้ำ การปลูกป่า ฝายแม้ว การรักษาระบบนิเวศ โดยมอบให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดพ้นที่ปลูกป่าเพื่อปรับปรุงระบบนิเวศใน ลุ่มน้ำ ปิง วัง ยม น่าน สะแกกรัง และป่าสัก รวมพื้นที่ประมาณ 330,000 ไร่ กำหนดให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จใน 3 เดือน โดยให้บูรณาการร่วมกับ กระทรวงมหาดไทย สำนักงาน กปร. และกองทัพไทย ดังนี้ มูลนิธิปิดทองหลังพระ กำหนดพื้นที่ปลูกป่าในพื้นที่ชุมชนตามโครงการแม่ฟ้าหลวง และ มูลนิธิปิดทองหลังพระ ส่วนสำนักงาน กปร. กำหนดพื้นที่ปลูกป่า ในพื้นที่ชุมชนโครงการหลวง ซึ่งกองทัพไทย กำหนดพื้นที่ปลูกป่า ตามแนวชายแดน ทั้งนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประสานกระทรวงมหาดไทยกำหนดพื้นที่ปลูกป่า ในพื้นที่สูงและมีชุมชนอาศัยอยู่
2) การพัฒนาคลังข้อมูล ระบบพยากรณ์และเตือนภัย ได้มอบหมายให้ รองนายกฯ ยงยุทธ และ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เร่งดำเนินการเชื่อมโยงระบบข้อมูลทุกหน่วยให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน โดยกำหนดให้มี 3 เครื่องมือสำคัญ คือ
- ศูนย์ข้อมูลการจัดการน้ำแห่งชาติ ทำหน้าที่เชื่อมโยงระบบข้อมูลทุกหน่วยราชการเป็นคลังข้อมูล และติดตามสถานการณืแบบ Real – Time โดยการติตดั้งกล้อง CCTV - ระบบศูนย์เตือนภัย มีการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน จัดทำระบบคาดการณ์ แบบจำลองสถานการณืและเตือนภัยในเชิงพื้นที่ มีระบบแจ้งเตือนภัยผ่าน Smart Phone, Internet และ Social Media รวมทั้งมีศุนย์รับแจ้งข้อมูล (Call Center) เชื่อมดยงเครือข่ายสื่อ กระจายข่าวหมู่บ้าน และมีการประชาสัมพันธ์โดยสื่อต่าง ๆ ทั้ง โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ และ Website ในช่วงเวลาที่เหมาะสม รวมถึงพัฒนาระบบช่วยในการตัดสินใจ (Decision Support System) 3) การบริหารจัดการน้ำในเขื่อน
ให้ปรับปรุงเกณฑ์การบริหารน้ำ (Rule Curve) ของเขื่อนใหญ่ทั้ง 33 แห่ง โดยให้มีความสมดุลในช่วงฤดูฝนและแล้ง ซึ่งต้องพิจารณาถึงน้ำเพื่อการอุปโภค – บริโภค การป้องกันบรรเทาอุทกภัย การรักษาระบบนิเวศ การเกษตร การอุตสาหกรรม ควบคู่กันไปให้เหมาะสม
เขื่อนสำคัญที่ส่งผลกระทบดดยตรงต่อ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เช่น เขื่อนภูมิพล และ สิริกิติ์ ได้ปรับ เกณฑ์การบริหารจัดการ(Rule Curve) ใหม่โดยให้มีปริมาณน้ำต่ำสุดอยู่ที่ 45 % ซึ่งจะทำให้ปี 2555 เขื่อนทั้ง 2 แห่ง สามารถรับน้ำได้ 12,000 ล้าน ลบ.ม.มากกว่า ปี 2554 ถึง 5,000 ล้าน ลบ.ม. สำหรับพื้นที่กลางน้ำทั้งตอนบนและตอนล่าง ได้ติดตามงานและมอบหมายภารกิจให้หน่วยงานปฏิบัติ ประกอบด้วย
1) ตามยุทธศาสตร์สำคัญที่ต้องดำเนินการในพื้นที่กลางน้ำทั้งตอนบนและตอนล่าง คือการหาที่อยู่ให้น้ำ การจัดหาทุ่งรับน้ำ (แก้มลิง) ให้สามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ 5,000 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งต้องใช้พื้นที่ประมาณ 2 ล้านไร่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม และทุ่งรับน้ำธรรมชาติ โดยหลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมชน ที่อยู่อาศัย ให้มีผลกระทบน้อยที่สุด จากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ สามารถจัดหาพื้นที่แก้มลิง โดยการบูรณาการร่วมกันทุกหน่วยงาน ได้ดังนี้ -พื้นที่กลางน้ำตอนบน 6 จังหวัด หาพื้นที่ทุ่งเหนือนครสวรรค์ได้แล้ว 500,000 ไร่ เช่นพื้นที่อำเภอชุมแสง อำเภอบางมูลนาก ฯลฯ รับน้ำได้ประมาณ 1,850 ล้าน ลบ.ม. และได้มอบหมาย ให้ทุกจังหวัดในพื้นที่ร่งดำเนินการจัดหาพื้นที่เพิ่มเติมให้ได้ประมาณ 1,000,000 ไร่ โดยจะต้องให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน ที่อยู่อาศัย น้อยที่สุด พื้นที่กลางน้ำตอนล่าง 8 จังหวัด สามารถหาพื้นที่รับน้ำใต้นครสวรรค์ได้แล้วประมาณ 1 ล้านไร่ เช่นพื้นที่รับน้ำทุ่งบางบาล เป็นต้น รับน้ำได้ประมาณ 3,100 บ้าน ลบ.ม.
รวมพื้นที่แก้วลิงที่จัดหาได้ในปัจจุบัน ประมาณ 1.5 ล้านไร่ สามารถรองรับน้ำได้ประมาณ 4,900 ล้านลบ.ม.
ทั้งนี้ งานที่ดำเนินการในพื้นที่งานที่ดำเนินการในพื้นที่แก้มลิง ประกอบด้วย การทำคันปิดล้อมในพื้นที่จำเป็น มีการก่อสร้างทางน้ำเข้า-ออกของน้ำ ขุดลอกทางน้ำ เชื่อมโยงน้ำออกจากแก้มลิง จัดหาเครื่องสูบน้ำ เพื่อเตรียมการให้พร้อมทั้งก่อนรับน้ำหลากและหลังปัญหาอุทกภัยคลี่คลาย รวมทั้งต้องพิจารณาถึงเส้นทางคมนาคมขนส่ง และระบบ Logistics ให้สามารถใช้การได้โดยยึดหลัก เชื่อมโยงแหล่งน้ำด้วยคลอง เชื่อมคลองเล็กสู่คลองใหญ่ การเชื่อมโยงน้ำข้ามลุ่มน้ำ และได้มอบหมายให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงคมนาคม ดำเนินการจัดทำแผนและโครงการโดยด่วน โดยให้ กยน. เป็นผู้กำกับติดตามและรายงานผลการดำเนินงานให้ทราบเป็นระยะ 2) มอบหมายให้แต่ละจังหวัดทำการป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของแต่ละจังหวัดรวม ทั้งพื้นที่โบราณสถาน ให้ปลอดภัยจากน้ำท่วมทั้งนี้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงมหาดไทย ดำเนินการจัดทำแผนและโครงการขุดลอกคู-คลอง และสร้างคั้นป้องกันโบราณสถาน อย่างเร่งด่วน โดยให้ กยน. เป็นผู้กำกับติดตาม และรายงานผลการดำเนินงานให้ทราบเป็นระยะ ส่วนพื้นที่ปลายน้ำได้ติดตามงานและมอบหมายภารกิจให้หน่วยงานปฏิบัติ ประกอบด้วย
1) การป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจหลักของประเทศและการผันน้ำ (Flood way) โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็นฝั่งตะวันออก และฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งมีงานที่ต้องดำเนินการเร่งด่วนโดย กระราวงคมนาคม ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรุงเทพมหานคร และจังหวัดในกลุ่มปลายน้ำคือ นนทบุรี สมุทรสาคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา นครปฐม ปทุมธานี ดังต่อไปนี้ 1.1 พื้นที่ป้องกันฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ปรับปรุงคนดินปิดล้อมริมแม่น้ำ(เจ้าพระยา ป่าสัก ถึงเขื่อนพระราม 6 ) และริมคลองระพีพัฒน์แยกใต้-คลอง13-คลองพระองค์ไชยานุชิต ซ่อมแซม ประตูน้ำ และติดตั้งสถานีสูบน้ำเพิ่มเติม เช่น ปตร.ปากคลองรังสิต คลองอ้อม ปรับปรุงคลองระบายน้ำภายในคันดินปิดล้อม โดยเฉพาะคลองแนวเหนือใต้ ปรับปรุงทางน้ำหลาก (Floodway) นอกคันดินปิดล้อม ตั้งแต่แม่น้ำป่าสักมาตามคลองระพีพัฒน์แยกใต้-คลอง13-คลองพระองค์ไชยานุ ชิต-อ่าวไทย โดยขุดลอกคลอง/กำหนดขอบเขตทางน้ำหลาก/ปรับปรุงช่องทางน้ำที่ตัดผ่านถนน ปรับปรุงย้ายแนวคันป้องกัน จากแนวคันพระราชดำริด้านทิศเหนือไปอยู่ริมคลองรังสิตและด้านทิศตะวันออกไป ตามถนนนิมิตรใหม่ไปจนถึงคลองรังสิตพร้อมสร้าง ปตร./สถานีสูปน้ำชั่วคราว
1.2 พื้นที่ป้องกันฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ปรับปรุงคันปิดด้อมริมแม่น้ำเจ้าพระยา-ริมคลองพระยาบรรลือ(ฝั่งใต้)-ริมแม่ น้ำท่าจีน ซ่อมแซมประตูน้ำและติดตั้งสถานีสูบน้ำเพิ่มเติม (ริมคันปิดล้อม) เช่น ปตร. ปากคลองมหาสวัสดิ์ ปตร.คลองพระพิมล ปรับปรุงคลองระบายน้ำภายในคันปิดล้อมโดยเฉพาะคลองแนวเหนือ-ใต้ทั้งในพื้นที่ ชลประทานและพื้นที่ กทม. ให้สามารถระบายน้ำไปยังพื้นที่แก้มลิงสนามชัย-มหาชัยได้ปรับปรุงทางน้ำหลาก (Floodway) นอกคันปิดล้อม ตั้งแต่พื้นที่ชลประทานเจ้าเจ็ดบายี่หน ไปทาง บาเลน-นครปฐม-บ้านแพ้ว สมุทรสาคร-ลงอ่าวไทย โดยการขุดลอกคลอง/กำหนดขอบเขตทางน้ำหลาก/ปรับปรุงช่องทางน้ำที่ตัดผ่าน ถนน(เช่น ถนนบางเลน-กำแพงแสน/ ถนนนครชัยศรี-นครปฐม-บ้านโป่ง/ถนนเลียบคลองดำเนินสะดวก ถนนสมุทรสาคร-สมุทรสงคราม)
สำหรับการป้องกันพื้นที่อุตสาหกรรม รัฐบาลได้มีแผนและงบประมาณจัดทำพื้นที่ปิดล้อมป้องกันพื้นทีนิคมอุตสาหกรรม โดยการปรับปรุงคันที่มีอยู่แล้ว ทั้งในส่วนที่เป็นกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็ก และคันดินให้สามรถป้องกันน้ำไม่ให้เข้าสู่นิคมอุตสาหกรรม พร้อมทั้งปรับปรุง และเสริมให้แข็งแรงสามารถกันน้ำได้ ควรมีแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาใน ภาพรวมที่ชัดเจนไม่ใช่การป้องกันนิคมอุตสาหกรรมแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องรวมถึงการจัดการด้านโลจิสติกส์และระบบกระจายสินค้า การจัดระบบการคมนาคมขนส่ง และการเดินทางเข้าออกนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดน้ำท่วมเป็นเวลานาน และมอบหมายให้กระทรวงคมนาคม ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม ดำเนินการ ติดตาม และรายงานผลเป็นระยะในส่วนที่แต่ละนิคมฯ สร้างพนังกั้นน้ำของแต่ละนิคมฯ ถือเป็น Safety อักชั้นหนึ่งนอกจากที่รัฐบาลได้เนินการไว้ โดยมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นผู้ติดตามการดำเนินงาน และรายงานผลเป็นระยะ
สำหรับการป้องกันและซ่อมแซมโบราณสถานที่ได้รับความเสียหายจาก อุทกภัยจำนวน 158 แห่ง ใน 4 จังหวด คืออยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง และสระบุรี อนุมัติงบประมาณ จำนวน 775 ล้านบาท เพื่อเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด สำหรับการป้องกันมอบให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกันจัดทำแผนป้องกันระยะยาว โดยมอบให้ กยน.พิจารณา พร้อมกันนี้ ได้พิจารณาอนุมัติดำเนินการโครงการเพิ่มเติมเร่งด่วนจากการลงพื้นที่ในครั้ง นี้ ซึ่งกำหนดให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน
สรุปโครงการ Flagship ทั้งหมด 117 โครงการ วงเงินงบประมาณ 4,998.55 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการแก้มลิง โครงการเร่งการระบายน้ำ โครงการป้องกันพื้นที่สำคัญ โครงการถนนและคมนาคม โครงการอ่างเก็บน้ำ และโครงการอื่นๆ และได้เน้นให้พื้นที่ในกรุงเทพมหานครเร่งดำเนินการโครงการ Flagship เพื่อเร่งการระบายน้ำ สร้างทำนบกั้น ก่อสร้างและปรับปรุงแนวคันคอนกรีตบริเวณแนวคันพระราชดำริ เร่งทำความสะอาดท่อระบายน้ำในชุมชนส่วนที่เหลือทั้งหมด รวมทั้ง การติดตั้ง Barrier กั้นน้ำที่สามารถเคลื่อนย้ายนำไปใช้ในพื้นที่ต่างๆ ได้โดยสะดวดรวดเร็ว นอกจากนั้น ยังมีการพิจารณาถึงความสำคัญด้านภัยแล้ง โดยมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม จัดเตรียมโครงการจัดหาน้ำบาดาล เพื่อการอุปโภคบริโภค และการเกสร ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ราบลุ่มเจ้าพระยา ที่มีพื้นที่เกษตรกรรมเป็นจำนวน
Relate topics
- หนังสือแสดงเจตจำนงด้วยความปรารถนาดีต่อการรับมืออุทกภัยเมืองหาดใหญ่
- น้ำท่วมหาดใหญ่ ปี 2568
- เตือน!! ลักษณะอากาศวันที่ 18 ธ.ค. 2568
- ข่าวร้าย....น้ำท่วมหาดใหญ่รอบสอง!!
- ปภ.เตือนระดับน้ำท่วมหาดใหญ่เพิ่มสูงขึ้น
- 4 เหตุผลทำไมช่วงวันที่ 18-23 พ.ย.2568 สงขลาต้องเฝ้าระวังอุทกภัย?
- ร่วมสมทบค่าใช้จ่ายสนับสนุนระบบเตือนภัยน้ำท่วมด้วยตนเองของประชาชนเมืองหาดใหญ่
- "ระบบเตือนภัยด้วยตนเอง"
- Google Flood Hub
- บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวขั่น และ บริษัท ทรู คอร์เปเรชั่น มอบอุปกรณ์ให้มูลนิธิ SCCCRN
